คอลัมน์ บุคคลในข่าว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (22 Sep 09)


ระยะ นี้ หลายคนคงได้ข่าว ฝนถล่มน้ำท่วม กลืนกินชีวิต บ้านเรือน เรือกสวนไร่นา เสียหายย่อยยับ เสียงร้องระงมเจ็บปวดที่เกิดจากความสูญเสีย หากใครได้ยิน คงสัมผัสได้ถึง หัวใจแตกสลาย ของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติที่กำลัง ทุกข์ทรมานแสนสาหัส โดยเฉพาะภาคอีสาน ที่บอกว่า แห้งแล้งสุดๆ ไม่มีน้ำเพาะปลูก ผู้คนต้องอพยพย้ายถิ่นมาทำงานในเมืองหลวง เจอกดขี่ข่มเหงรังแก ใช้แรงงานราคาถูก โดนโขกสับสารพัด แต่ปรากฏว่า วันนี้ฝนตก น้ำท่วมภาคอีสาน แต่อีสานทำไมถึงแห้งแล้งมากที่สุดในประเทศไทย!!!............

"เห่า ไฟ" ข้องใจกับเรื่องนี้มาตลอด กระทั่งได้พบ "คุณชายดิศ" ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เล่าให้ฟังว่า "ประเทศไทยมีฝนตกลงมาถัวเฉลี่ยปีละ 7 แสนล้านลูกบาศก์เมตร คิดดูสิมโหฬารขนาดไหน แล้วตกที่อีสาน 238,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ผมถามหน่อยสิ แล้งเหรอ มันแล้งครับ เพราะอะไร เพราะการบริหารจัดการของเราเอง น้ำมาตั้ง 238,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ตกที่อีสาน แต่เก็บได้แค่ 2.7 เปอร์เซ็นต์ นี่คือ เราบริหารจัดการไม่เป็น"!!!............

เรื่องนี้ พระเจ้าอยู่หัว ท่านสอนอย่างไรครับ ท่านสอน แก้มลิง เวลากินแล้วให้เก็บ กินแล้วจะหาอาหารไม่ได้ให้เก็บไว้ แก้มลิง ก็คือว่า เวลาน้ำตกก็ให้เก็บไว้ที่ แก้มลิง หน้าแล้งค่อยออกมาใช้มากิน เอามาเพาะปลูก นี่คือแก้มลิงของท่าน ท่านดำริไว้ สอนไว้ ทำไว้ ให้คนดู แต่ไม่มีมนุษย์ไหนเลยที่ไปดูแล้วทำ!!!............


คุณชาย ดิศ ยังบอกว่า "ถ้าจะแก้ปัญหาน้ำ ก็ต้องไปที่ เส้นเลือดใหญ่ นั่นก็คือ แม่น้ำเจ้าพระยา ที่ผ่านมา เวลาจะแก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็ไปวิดน้ำออกสองข้างทาง เจออ่างทอง พวกนี้อยู่ใต้น้ำหมด คนจนต้องทนน้ำท่วม 3 เดือน เพื่อคนมี จะได้ไม่เสียหาย ผมทนไม่ได้แบบนี้ มันแก้ที่ปลายเหตุ ดังนั้น ต้นน้ำมาจากไหน ก็ต้องมาจาก ปิง วัง ยม น่าน เราต้องรู้ว่า 4 อันนี้ อันไหนไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยามากที่สุด ทุกคนก็รู้ว่าปิง แต่ปิงจริงๆ ลงแม่น้ำเพียง 8,800 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่น่าน ลง 45 เปอร์เซ็นต์ 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ลงที่นี่ ต้องทำที่ต้นเหตุ และต้นเหตุเนี่ย 45 เปอร์เซ็นต์ คือที่ จ.น่าน ผมก็ไปที่แม่น้ำน่าน"!!!............

"ก่อนทำโครงการปิดทองหลังพระ ผมต้องเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพฯ  เพราะที่จังหวัดน่าน ท่านมีพระตำหนักอยู่ที่นั่น อยู่ดีๆ กระเสือกกระสนเข้าไปทำโดยไม่ทูลฯท่านได้ไง ท่านบอกเห็นชอบด้วยและให้ทำทั้งลุ่มน้ำ นี่ผมพูดกับท่านเมื่อวันที่ 20 กุมภาฯ ที่บนดอยตุง ท่านอยู่กับผม 4 คืน 5 วัน 23 ท่านไปที่น่าน ท่านบอกผู้ว่าฯ บอกแม่ทัพต่างๆ ต้องทำทั้งลุ่มน้ำ และท่านทำมา 10 ปี ผมถึงบอก ผมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่มีใครทำตามพระเจ้าอยู่หัว ทั้งที่รู้ว่าท่านทำมาทั้งหมดแล้ว มัวทำอะไรกันอยู่ ดังนั้น ก็ต้องมีลูกบ้าอย่างผมนี่แหละที่จะลงไปทำ ก็ต้องยอม ปัดโธ่ อายุ 70 แล้วน่ะ จะอยู่อีกกี่ปี กลัวอะไรล่ะ"!!! ............

"แล้วอย่างผม นี่น่ะ มันไม่มีสีใช่ไหม ทุกคนก็ล้วนเป็น คนจากในวังทำถวายเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินไม่มีอะไรแอบแฝงในนี้เลย ดังนั้นพอผมไปพูดกับกรมไหน อย่างกรมที่ผมเคยไปทำงานด้วยกันที่พม่า เวลาผมไปน่ะ เขาจะวิ่งมาหาผมเลย เพราะรู้ว่าทำกับเราแล้ว เรื่องเกิดได้ แล้วเป็นผลงานของเขาไม่ใช่ของเรา พวกฉลาด จะคอยเข้ามากอด พวกฉลาดจะมาอยู่กับเราก่อน ส่วนอีก 70-80 เปอร์เซ็นต์ พวกนี้รอท่าทีเว้ย พวกนี้ดูก่อน ถ้าไปตอนนี้ไม่ดีเว้ย เดี๋ยวพลาดท่าต่างๆ นานา และอีก 20 เปอร์เซ็นต์ มันอยู่ใต้น้ำ ปล่อยให้ปลากินไป คุณต้องยอมรับ โลกมันเป็นงี้ ไม่ใช่ประเทศไทยที่เดียว"!!!............

ในช่วงท้าย ม.ร.ว. ดิศนัดดา ได้เน้นย้ำอีกครั้งว่า "น้ำคือน้ำ ผมถือว่า น้ำแก้ไขความยากความจน และให้โอกาสคนได้เกิดมาเป็นคน ให้มีศักดิ์ศรีของความเป็นคน แก้ไขที่ไหน ก็ต้องที่น้ำ มีใครเคยพูดแบบนี้มั้ย พระเจ้าอยู่หัวท่านชี้แนวอยู่แล้ว แต่คนไม่เอามาแปล น้ำคือน้ำ น้ำกินน้ำใช้นี่แหละ ผมบอกว่าแก้ไขความยากความจนคือน้ำ และเป็นหน้าที่รัฐบาลส่วนหนึ่ง แต่ชาวบ้านออกแรงนะ เพราะไม่มีเงินนี่ ไม่มีความรู้ เราหาความรู้ให้ ถามว่า เอาความรู้มาจากไหน ก็เอามาจากโครงการพระราชดำริ แล้วถามว่า พระองค์ท่านดำริเพื่อใคร ก็เพื่อชาวบ้านนั่นเอง"!!!............

"ที่ผ่านมา เราทุกคนพึ่ง พระบรมโพธิสมภารมามากมายก่ายกอง แล้ว 60 กว่าปี ถึงเวลาแล้วที่เราจะทำถวายท่านบ้าง มีแต่คนอยากทำถวายท่านแต่ไม่รู้ทำไง นี่ไง ข้อดี โครงการดีไหม โครงการไปแก้ไขความยากจน แล้ววัดผลที่ไหน ก็ต้องชุมชน ก่อนชุมชนทำกับเราดีหรือไม่ดี เราจะทูลเกล้าฯถวายเป็น ลายลักษ์อักษรถวายในวันเกิดท่าน และอะไรที่จะทำให้ ท่านดีพระทัยมากกว่าที่ชาวบ้านเรียนรู้จากโครงการของพระองค์ท่านแล้วไปทำ ชาวบ้านอยู่ดีกินดีหมดหนี้หมดสิน"!!!............

"เห่าไฟ" ว่า ถึงเวลาที่ประชาชนชาวไทยทั้ง 63 ล้านคน จะต้องเลิกแบ่งสี เลิกทะเลาะเบาะแว้งไร้สาระ แล้วหันหน้ามาร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ก้าวเดินตามรอยพระยุคลบาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักยิ่งของมหาชนคนไทยทั้งประเทศ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องร่วมกันพัฒนาบ้านเมืองอย่างมี ความสุข ไม่ใช่พัฒนาบ้านเมืองอย่างมี ความทุกข์ เหมือนที่เป็นกันอยู่!!!............

จาก
คอลัมน์ บุคคลในข่าว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/life/34091